สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food–มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน
สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค พร้อมชี้ “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารมูลค่าสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

(กรุงเทพฯ, 25 พฤษภาคม 2569) สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” นำโดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น
“ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดากล่าว
ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว
จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า
อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว
สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันอาหารและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานนวัตกรรมอาหาร ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมผลักดันให้ ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงครัวของโลกในเชิงปริมาณ แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต